ธรรมตาขาว
พระอาจารย์สงบ มนสฺสนฺโต
เทศน์บนศาลา วันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๖๘
ณ วัดป่าสันติพุทธาราม (วัดป่าเขาแดงใหญ่) ต.หนองกวาง อ.โพธาราม จ.ราชบุรี
ตั้งใจฟังธรรมะ ตั้งใจฟังธรรม ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้านะ เวลาแสดง ทรงแสดงธรรมไง ปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ รื้อสัตว์ขนสัตว์ด้วยความปรารถนา ด้วยความจริงใจ ด้วยอำนาจวาสนาของคน
ฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อชำระล้างกิเลสไง
เวลาชาวบ้าน ชาวบ้านฟังธรรมๆ สาธุ เอาบุญเอากุศลไง แต่ถ้าเป็นกรรมฐานๆ เวลาฟังธรรมๆ เป็นสิ่งที่ยิ่งใหญ่นัก ยิ่งใหญ่นักเพราะอะไร เพราะเราเกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา เพราะมีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา เรามาบวชเป็นพระ มาเป็นพระปฏิบัติ
เวลาปฏิบัติ สิ่งที่ว่าปฏิบัติ กิเลสในหัวใจมันรุงรังมาก แล้วมันรุมเร้ากัดกินหัวใจของคน กัดกินศรัทธาความเชื่อ ความมั่นคงของชีวิตให้คลอนแคลนๆ ทั้งนั้นน่ะ
ฉะนั้น เวลาพึ่งตัวเองไม่ได้ เวลาฟังธรรมๆ ฟังธรรมของครูบาอาจารย์ นั่นน่ะเป็นหลักชัย การฟังธรรมๆ ฟังธรรมเพื่อให้มันชัดเจนแจ่มแจ้งขึ้นมาในหัวใจของตน ถ้ามันแจ่มแจ้งขึ้นมาในหัวใจของตนนะ ในภาคปฏิบัติมันก็มั่นคง
มั่นคงเพราะอะไร
มั่นคงเพราะมันมีหลักการของมันไง มันมีจุดยืน แล้วมันมีการกระทำด้วยความจริงใจของตน ถ้ามันจริงใจของตนนะ จริงใจของตนเพื่ออะไร ก็เพื่อความจริงในหัวใจดวงนี้ ถ้าเพื่อหัวใจดวงนี้ การฟังธรรมๆ มันถึงเป็นสัจจะเป็นความจริง แต่สัจจะความจริง มันสัจจะความจริงจากครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมไง
แล้วถ้ามันเป็นกิเลสล่ะ
ออเซาะ ฉอเลาะ มันคว้าน้ำเหลว มันไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันไง ถ้าไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน เห็นไหม
เวลาเราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา เรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ มันต้องมีภาคปริยัติไง ภาคปริยัติคือการศึกษา คือสติปัญญา สิ่งที่ความเจริญรุ่งเรือง มันต้องเจริญรุ่งเรืองจากสติปัญญา จากการศึกษา จากการค้นคว้า จากสติปัญญาของคนที่จะคุ้มครองดูแลหัวใจของตนเองได้ ฉะนั้น ภาคปริยัติๆ ไง แต่สิ่งที่เราเรียน เราศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นภาคปริยัติ สิ่งที่เป็นกิเลสในหัวใจของตนร้ายนัก
เวลาถ้าสัจจะเป็นความจริง ถ้าเป็นทางธรรมๆ เวลาคนตายไป ตายไปแล้วไปเจอยมบาล ยมบาลถามว่า “รู้จักธรรมะไหม”
“ไม่รู้”
“เห็นคนเกิดไหม”
“เห็น”
“เห็นคนเจ็บไหม”
“เห็น”
“เห็นคนตายไหม”
“เห็น”
“นั่นล่ะธรรมะ”
ธรรมะเพราะอะไร เกิด แก่ เจ็บ ตายไง ธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีฝั่งตรงข้าม ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตายไง
แต่การไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย มันต้องมีสติมีปัญญา มีสติปัญญาค้นคว้าให้มันเป็นความจริงขึ้นมา มันจะรู้แจ้ง ความรู้แจ้ง วิมุตติสุขๆ ไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย ถ้าไม่เกิด ไม่แก่ ไม่เจ็บ ไม่ตาย นั่นสัจธรรมไง
แต่สัจธรรมอันนี้ เวลายมบาลถามจิตวิญญาณที่เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะไง
“รู้จักธรรมะไหม”
ไม่รู้
เพราะมันไม่รู้ว่าเกิดเกิดอย่างไร เกิด เราก็เกิดในห้องผ่าตัดไง เกิดในโรงพยาบาลห้องผดุงครรภ์ไง นั่นเกิดในนั้นน่ะ สำเร็จรูปเลยไง เกิดมาแล้วไง แล้วเกิดมา อุแว้ๆ มันไม่รู้เรื่องนะ พ่อแม่ดูแลมาจนมันเติบโตขึ้นมาไง พ่อแม่บอกว่าเกิดวันนั้น เออ! ตกฟาก จำไว้นะ นี่เวลาตัวเองไม่รู้ ไม่รู้ว่ามันเกิด
แล้วเวลาเกิดมาแล้วมันไร้เดียงสา ความไร้เดียงสาโดยธรรมชาติไง พ่อแม่ต้องคุ้มครองดูแลมา ให้มีการศึกษา ศึกษาขึ้นมาให้เจริญเติบโตขึ้นมาไง เจริญเติบโตขึ้นมาแล้ว เติบโตมาแล้วเรามีสติมีปัญญามากน้อยขนาดไหน
ถ้ามีสติมีปัญญามากน้อยขนาดไหน เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนาไง เรามีบุญกุศลนะ เราเกิดในประเทศอันสมควร เราเกิดในประเทศไทย ประเทศไทย ศาสนาพุทธเป็นศาสนาประจำชาติ เกิดมาวัดวาอารามมากมายมหาศาล เกิดมาเห็นพระเห็นเจ้า เห็นทุกอย่าง มันก็เป็นประเพณีวัฒนธรรมไง มันก็เป็นสิ่งที่สวยงาม สิ่งที่น่าชื่นชม
แต่ถ้าเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่เสาร์ท่านบวช บวชมาเป็นมหานิกาย พอเป็นมหานิกายแล้วมันก็มีประเพณีวัฒนธรรมไง มีการแข่งเรือ มีวัฒนธรรมของชาวอีสานนั่นน่ะ สุดท้ายแล้วก็อยากจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เขาก็ขัดเขาก็แย้งไง พอขัดพอแย้ง มาญัตติเป็นธรรมยุต ธรรมยุตเป็นพระปฏิบัติ ปฏิบัติไปปฏิบัติมาจนไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันน่ะ
นี่ไง พอมาญัตติเป็นธรรมยุตแล้วไง เพราะอะไร เพราะว่าสมัยที่ว่าฟื้นฟู ในศาสนาจะเจริญรุ่งเรืองอีกหนหนึ่ง พระจอมเกล้าฯ มาตั้งวงธรรมยุต ธรรมยุตขึ้นมาแล้ว สัทธิวิหาริกของท่านไปสร้างวัดไง แล้วสร้างวัดมันใกล้ชิดกับปริยัติ เห็นไหม ปริยัติ ปฏิบัติ ปฏิเวธ
ฉะนั้น เวลาจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมาต้องจริงต้องจังขึ้นมา ประเพณีวัฒนธรรมสิ่งที่เป็นทางโลกให้ละให้เว้น ให้มีสติมีปัญญาค้นคว้าในสัจจะในความจริง ในอริยสัจ
ในอริยสัจ เห็นไหม เห็นคนเกิด คนแก่ คนเจ็บ คนตาย หรือไม่ ถ้าเราก็เห็นอยู่แล้วไง เห็นอยู่เป็นประจำ เวลาเห็นอยู่เป็นประจำ เวลาไปวัดไปวาไปเผาศพ ไปเผาศพเขาสวด กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา สิ่งที่ทำความดีหรือความชั่วมา ไอ้เราไปแล้วก็นั่งแต่คุยกันนั่นน่ะ
ฟังธรรม มันเป็นประเพณีเป็นวัฒนธรรม โลกมันใหญ่ไง กิเลสมันครอบงำในหัวใจของคน มันไม่เห็นสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอันขึ้นมา แล้วมันก็เป็นความคุ้นชินไง
แต่ถ้าเรามีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา วัดวาอารามมากมายมหาศาล มีครูบาอาจารย์ของเราท่านออกฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาตามความเป็นจริงไง เวลาจะสู้กับกิเลสๆ เวลาจะต่อสู้กับกิเลส ทุ่มเททั้งชีวิตไง แล้วจะเอาสัจจะความจริงขึ้นมาในหัวใจของตน มันต้องลงทุนลงแรงมากน้อยขนาดไหน
แล้วเวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราจะเอาง่าย เอาตามความพอใจของตน จะเอาที่ไหนล่ะ ก็เอาตามที่กิเลสมันต้องการนั่นแหละ เอาตามที่กิเลสมันหลอกนั่นแหละ
ทั้งๆ ที่เกิดเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่ง เจริญอีกหนหนึ่งไง
ก่อนหน้านั้นน่ะ เราก็ “กึ่งพุทธกาลแล้ว มรรคผลนิพพานมันหมดไปแล้ว จะประพฤติปฏิบัติไปไม่มีครูบาอาจารย์ เดี๋ยวมันจะเป็นใบ้เป็นบ้าขึ้นมา”
เวลามีหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านฝึกหัดปฏิบัติของท่านขึ้นมา ใครจะติฉินนินทามันเรื่องของเขา ใครจะเสียดสี ใครจะเหยียดหยามย่ำยี มันเป็นเรื่องของเขา เรื่องของเขาเพราะอะไร นี่ไง เพราะใจท่านจะเข้าเป็นธรรมแล้ว
มันเรื่องของเขา อันนี้มันเรื่องของเรา เรื่องของเรา ในการประพฤติปฏิบัติเรื่องของเรานะ เรื่องของเราคือเราต้องประพฤติปฏิบัติขึ้นมาตามความเป็นจริงในหัวใจของเราไง ถ้ามันประพฤติปฏิบัติขึ้นมาตามความเป็นจริงในหัวใจของเรา ถ้าใจมันเป็นธรรมๆ ไง ถ้าใจเป็นธรรม ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา มันจะเข้าสู่ศีล สมาธิ ปัญญา
ศีล ศีลคืออะไร
ศีลคือศีล ๕ ศีล ๘ ศีล ๑๐ ศีล ๒๒๗ เวลาศีลขึ้นมา นั่นล่ะข้อห้าม แต่ใจเรามีศีลไหม ใจเรามีศีลไหม ถ้าใจเรามีศีล ศีลคือความปกติของใจ ความปกติคือมันไม่คิดวอกแวกวอแวไง มันไม่คิดชั่วคิดร้าย คิดทำลายตนเอง คิดเผาเรือน เผาเรือนคือเผาความเพียรนั่นน่ะ เผาตัวเอง นั่นล่ะเพราะมันไม่มีศีล
ถ้าอธิศีลๆ นี่ไง ถ้าจิตมันสงบระงับเข้ามา ศีลคือความปกติของใจ ใจมันปกติ มันระงับของมันได้ ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา นั่นน่ะศีลตัวจริง ถ้าศีลตัวจริงแล้วฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราก็มีศีลมีธรรมของเราอยู่แล้ว นี่ไง เกิดมาเรามีศีรษะ ๑ แขน ๒ เท้า ๒ ศีล ๕ สมบูรณ์แบบ เพราะองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไม่ได้ไปขอศีลกับใครไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมามันยังไม่มีศาสดา ไม่มีสิ่งใดเลย จะไปเอาศีลมาจากไหน เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ ทำลายอวิชชาในหัวขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อธิศีลไง ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา มันเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง เสวยวิมุตติสุขๆๆ
เพราะปฏิบัติมาเจียนตาย เวลานะ ออกจากพระราชวัง ละล้าละลังๆ ออกไปประพฤติปฏิบัติกับเจ้าลัทธิต่างๆ วิธีการปฏิบัติเขาปฏิบัติกันอย่างใดก็ทำกับเขา ทำมากกว่าเขา แล้วทำแล้วสิ่งใด สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ ครูบาอาจารย์จะรับรองว่า “เจ้าชายสิทธัตถะมีความรู้เหมือนเรา เสมอเรา เป็นอาจารย์สอนได้” ท่านไม่สนใจ ถ้าท่านสนใจนะ พระพุทธศาสนายังไม่เกิด
เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ นี่มันเคลียร์ปัญหาของโลกๆ ทั้งสิ้นไง
ระลึกอดีตชาติ เกิดในอนาคตกาล มันมีทั้งนั้นน่ะ ทุกลัทธิทุกศาสนาเขาสอนอย่างนี้ทั้งนั้นน่ะ แต่ไม่มีลัทธิศาสนาไหนเลยที่บอกว่า อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ทำลายพญามารในหัวของผู้ที่ประพฤติปฏิบัติไง ใจดวงใดไม่มีมรรค ใจดวงนั้นไม่มีผลไง
ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง นี่เป็นสัจจะเป็นความจริงในหัวใจขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา วิมุตติสุขๆ ไง ในพระพุทธศาสนาไง แล้วมันเป็นสิทธิขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเท่านั้นใช่ไหม
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแสดงธรรมๆ ไง พระอรหันต์ ๖๐ องค์พ้นจากบ่วงที่เป็นโลกและบ่วงที่เป็นทิพย์ไง สิ่งที่ “เธออย่าไปซ้อนทางกัน โลกนี้เร่าร้อนนัก” เพราะท่านก็รู้ท่านก็เห็นของท่านมา เวลาท่านศึกษาค้นคว้ามาเจียนอยู่เจียนตาย แล้วเวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมามันเป็นความจริงขึ้นมาในหัวใจของตนไง เวลาปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ก็รื้อหัวใจของสัตว์โลกนี้ไง เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาไง
ฟังธรรม ถ้าฟังธรรมๆ ฟังธรรมแล้วมันฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นตามความเป็นจริงนะ สิ่งที่ว่าเวลาเราสาวกสาวกะผู้ได้ยินได้ฟังไง กึ่งกลางพระพุทธศาสนา ศาสนาจะเจริญอีกหนหนึ่งๆ แล้วเจริญขึ้นมาแล้วเจริญขึ้นมาที่ไหน
เจริญขึ้นมาในหัวใจของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น เจริญขึ้นมา ฝึกหัดสร้างธรรมทายาทขึ้นมามากมายมหาศาลในพระพุทธศาสนา แล้วเราจะฝึกหัดๆ ขึ้นมามันต้องให้เป็นความจริงของเราไง เป็น ปัจจัตตัง เป็นสันทิฏฐิโก ไง
ความจำๆ ก็รู้จำ ถ้ารู้จริงๆ ขึ้นมา ถ้ารู้จริงขึ้นมามันคารวะ รู้จริงๆ ขึ้นมานะ กราบไหว้บูชาในหัวใจของตนน่ะ แล้วมันเป็นสัจจะเป็นความจริงไง แล้วไปหวั่นไหวกับอะไร จะไปพึ่งพาอาศัยใครถ้าใจของเรามันเป็นจริงขึ้นมา
สิ่งที่มันไม่เป็นจริงๆ นี่ไง เพราะกิเลสมันครอบงำไง ถ้าเป็นธรรมะๆ ธรรมะตาขาว หวาดระแวง ไม่กล้าทำสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน ตาขาว คนขี้ขลาด ไม่มีความมุมานะ ไม่มีความจริงใจของเรา
ถ้าเรามุมานะ ความจริงใจของเรา ถ้ามันเป็นความจริง ศีลคือความปกติของใจ ใจมันปกติมันระงับแล้ว ถ้ามีอำนาจวาสนายกขึ้นสู่วิปัสสนาไง ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนา ยกขึ้นอะไร ยกขึ้นเพื่ออะไรล่ะ ยกขึ้นเพื่อจะรู้เท่าทันในหัวใจของตน ใจของเรา พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
ทำไมมันพลิกมันแพลงมันปลิ้นมันปล้อน มันล่อมันลวงอะไรขนาดนั้น
เวลาเป็นธรรมๆ นะ เวลาจะเป็นธรรมก็ตาขาว ขี้ขลาด ขี้คร้าน มักง่าย ไม่เอาไหนไง ถ้าเวลาเป็นกิเลสมันตาคมนะ มันตาคม มันแวววาวเชียว ถ้าเป็นเรื่องกิเลส เพราะอะไร
มาร มารในหัวใจของคนมันไม่ให้ใครเป็นอิสระหรอก สิ่งที่แก่นของกิเลส แก่นที่เหนียวแน่นที่สุดในวัฏฏะมันก็แก่นของกิเลส มันเหนียวแน่น แล้วมันเหนียวแน่นอยู่ในหัวใจของตนไง ถ้ามันเหนียวแน่นอยู่ในหัวใจของตน เราเวลาจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติที่ไหน
เวลาครูบาอาจารย์ของเรามีข้อวัตรปฏิบัติเป็นเครื่องอยู่ของใจ คำว่า “เครื่องอยู่ของใจ” เอ็งหาใจเอ็งให้ได้ก่อน
เวลาปฏิบัติขึ้นมา ภาคปริยัติ ความจำ ความจำ ศึกษาเล่าเรียนมาเป็นภาคทฤษฎีทั้งนั้นน่ะ มันก็เป็นประเพณีเป็นวัฒนธรรม แต่ละพื้นที่แต่ละพื้นถิ่นก็แตกต่างกัน สิ่งที่ประเพณีวัฒนธรรมในท้องถิ่นที่เขาทำๆ มาก็ครูบาอาจารย์เป็นหัวหน้า เป็นผู้ชักนำให้ทำมาทั้งนั้น
แล้วทำมาทั้งนั้นมันเกิดมาจากอะไร
ก็เกิดจากครูบาอาจารย์มีความหยาบมีความละเอียดมากน้อยขนาดไหน เวลามีความหยาบความละเอียดมากน้อยขนาดไหน คือหัวใจของท่านมันรู้แจ้งเห็นจริงหัวใจมากน้อยขนาดไหน
ถ้ามันรู้แจ้งเห็นจริงในหัวใจที่เป็นธรรมขึ้นมานะ หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ครูบาอาจารย์ของเราท่านวางหมดล่ะ แล้วมันเห็นด้วยว่า สิ่งนี้ทำให้เนิ่นช้า สิ่งนี้มันมีหน้าที่การงาน งานต่างๆ มันเป็นข้าศึกต่อการประพฤติปฏิบัติ
มันเป็นข้าศึกตรงไหน
มันเป็นข้าศึกว่ามันเป็นนิวรณธรรมไง ความฟุ้งซ่าน ความวิตกกังวล ความหวาดระแวง สิ่งใดที่มันเป็นหน้าที่การงานมันมีหมดน่ะ ยกเว้นข้อวัตรปฏิบัติ เพราะอะไร
เพราะข้อวัตรปฏิบัติ กิจ ๑๐ อย่างของสงฆ์ กวาดลานวัด ทำวัตรเช้า ทำวัตรเย็น สิ่งที่เป็นหน้าที่ของสงฆ์ๆ นี่ข้อวัตรไง จิตใจมันมีเครื่องอยู่ของมันไง ถ้ามีเครื่องอยู่ของมัน ถ้ามันเครื่องอยู่แล้วมันมีสติมีปัญญาขึ้นมา มันจะทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าสงบของใจเข้ามา นั่นไง สิ่งที่ว่าจิตตภาวนาๆ ไง
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าปรารถนารื้อสัตว์ขนสัตว์ไง เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านประพฤติปฏิบัติขึ้นมาก่อนไง สิ่งใดที่เป็นเรื่องของประเพณีเป็นวัฒนธรรม นั่นก็สาธุๆ นั่นมันเป็นเรื่องของชาวพุทธ แต่ถ้าเป็นเรื่องของผู้ที่ปฏิบัติล่ะ
เราเป็นนักปฏิบัติ เราปรารถนาของเราไง แล้วถ้าเป็นธรรมตาขาว มันมีแต่ความขี้หวาดระแวง ขี้ทุกข์ขี้ยาก ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน แล้วเวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา กิเลสมันก็ตาคม กิเลสมันก็ป้อนให้เลย “ปฏิบัติแล้วเป็นสิ่งนี้เป็นธรรมๆ”
ธรรมตรงไหน
ธรรมที่มันเวลากิเลสมันปลิ้นมันปล้อนไง เวลาธรรมตาขาวๆ เอ็งไม่มีสติ เอ็งไม่มีปัญญาเท่าทันความคิดของเอ็งบ้างเลยหรือ
ความคิดๆ ไง ความรู้สึกนึกคิดมันธรรมชาติของมนุษย์ไง คนเกิดมามีธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ ธาตุ ๔ ตั้งแต่เกิดเป็นทารก เกิดมาพ่อแม่เลี้ยงอุ้มชูบูชามาให้เป็นผู้มีสติมีปัญญาขึ้นมา นี่ไง ธาตุ ๔ มันเติบโตขึ้นมาโดยธรรมชาติของมันอยู่แล้ว ขันธ์ ๕ มันก็เป็นความรู้สึกนึกคิดของคนคนนั้นแหละ ถ้าเป็นพ่อเป็นแม่จะรู้จักนิสัยของลูกของตน เพราะเลี้ยงมากับมือ ฟูมฟักมากับมือ
นี่เหมือนกัน มันเป็นจริตเป็นนิสัย เป็นความรู้สึกนึกคิดไง ความรู้สึกนึกคิดขึ้นมาให้หัวใจ นี่ขันธ์ ๕ ถ้าขันธ์ ๕ ขึ้นมา เราเติบโตขึ้นมาด้วยบำรุงด้วยสิ่งใด
ถ้าเป็นทางโลก จิตวิทยาไง เขาบอกว่า ตั้งแต่เด็กน้อย ทำสิ่งใดถ้ามันฝังใจๆ มันจะกระทบกระเทือนมาไง
แต่เวลาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า บุพเพนิวาสานุสติญาณ มันไม่ใช่ตั้งแต่เด็กแต่น้อย มันทำมาตั้งแต่ภพแต่ชาติใด ถ้าภพชาติใดมันสร้างสิ่งใดมา มันมีจริตนิสัยสิ่งใดมาซับซ้อนมาขนาดไหน
ถ้ามันซับซ้อน บุพเพนิวาสานุสติญาณไม่มีต้นไม่มีปลาย องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ตั้งแต่พระเวสสันดรไป ทศชาติ ๑๐ ชาติ สร้างบุญญาธิการมามากน้อยขนาดไหนถึงได้มาเป็นพระโพธิสัตว์ เวลาพระโพธิสัตว์เกิดมาเป็นเจ้าชายสิทธัตถะไง มีอำนาจวาสนามากน้อยขนาดไหนถ้าไม่สร้างมา นี่ตรัสรู้เองโดยชอบ สร้างมาๆ ไง
ฉะนั้น เวลาเรามาฝึกหัดประพฤติปฏิบัตินี่ไง ธาตุ ๔ และขันธ์ ๕ ไง เวลาขันธ์ ๕ จริตนิสัยมันมีกิเลสตัณหาความทะยานอยากมากน้อยขนาดไหน แล้วถ้ามันไม่มีอำนาจวาสนาไง ธรรมตาขาว ขี้ขลาด ขี้คร้าน มักง่าย อยากได้ดังใจปรารถนา
ไม่ได้
ถ้ามันเป็นจริงล่ะ เวลาเป็นจริง เข้าเผชิญหน้ากับมันไง เวลากิเลสๆ กิเลสมันตาคมอีกต่างหาก มันข่มขี่เอาต่างหาก แล้วมีอำนาจวาสนานะ บวชเป็นพระนะ เป็นนักปฏิบัติอีกต่างหาก แล้วกิเลสมันตาคม มันพลิกขึ้นมาว่าเป็นธรรมๆ หงายท้องอยู่นั่นน่ะ
เวลาปฏิบัติๆ ขึ้นมา ดูทางโลกเขา สิ่งที่เป็นประเพณีเป็นวัฒนธรรมมันก็เป็นสิ่งที่สวยงามดีงามของสังคม เวลาเราอยู่ในสังคม เวลาสังคมขึ้นมาโดยชนบท เขาต้องการพระๆ ก็อยากให้มีพระไว้ทำบุญทำกุศลของเขา นี่ไง สิ่งใดที่เป็นปรารถนาไง
สิ่งที่เวลาพระกรรมฐานๆ เขาก็หลีกเร้นของเขา เขาไปหาอยู่ที่สงบสงัดของเขา แล้วจะฝึกหัดปฏิบัติในหัวใจของตนขึ้นมา ถ้าในหัวใจของตนขึ้นมา ถ้ามันไม่ตาขาว มันไม่ต้องให้เขาคุ้มครองอุ้มชูบูชาตลอด
บวชเป็นพระๆ เราต้องการพระ แต่เวลาเราฝึกหัดเราก็เป็นพระ เป็นพระๆ เป็นพระสมมุติสงฆ์ เป็นพระในพระพุทธศาสนา เป็นพระเพราะเราเกิดเป็นมนุษย์ไง องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าฝากพระพุทธศาสนาไว้กับบริษัท ๔ ไง อุบาสก อุบาสิกา มีสิทธิเสรีภาพก็บวช บวชเป็นพระ
พอบวชเป็นพระ บวชเป็นพระแล้วจะศึกษาเล่าเรียน ศึกษาเล่าเรียนมาในพระพุทธศาสนาไง จบ ๙ ประโยคขึ้นมา เข้าใจอบรมบ่มเพาะประชาชนได้ จะเผยแผ่ศาสนาได้ เพราะเข้าใจหลักการในพระพุทธศาสนา แต่ฝึกหัดปฏิบัติไม่เป็น ทำไม่เป็น แล้วตาขาว ขุนนาง จะต้อง โอ้โฮ! มีคนอุ้มชูบูชา
ไอ้นั่นเวลามันเป็นแนวทางไง
หลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านเริ่มต้นเริ่มฝึกหัดปฏิบัตินะ แล้วมันไม่มีเลย พอไม่มีเลยก็ลูกศิษย์หลวงปู่เสาร์ ลูกศิษย์หลวงปู่มั่น เวลาประชุมๆ ประชุมกัน วางข้อวัติปฏิบัติไว้ให้ปฏิบัติเป็นแนวทางเดียวกัน
เริ่มต้นก็ปฏิบัติมาแนวทางเดียวกันไง แต่ปฏิบัติไปแล้วกิเลสมากหรือธรรมะมากล่ะ กิเลสมากกว่าหรือธรรมะมากกว่า เวลากิเลสมันมากกว่า มันก็ไหลไปตามกระแสสังคมกระแสโลก โลกามิส โลกเป็นใหญ่
พระกรรมฐานนะ จะเป็นขุนนางแล้วล่ะ คนต้องคอยเชิดชูบูชา
แต่ถ้าเป็นธรรมมันไม่มี เป็นธรรมน่ะ เป็นธรรมๆ พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ รัตนตรัย ถ้ารัตนตรัย สิ่งที่เป็นชาวพุทธๆ ไง ชาวพุทธเรามีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นที่พึ่ง เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานมันจะเกิดขึ้นแล้ว ถ้ามันฝึกหัดไปตามความเป็นจริงไง มันไม่ใช่เป็นธรรมตาขาวไง
ธรรมตาขาวมันมีแต่ความจำ มีแต่ภาคทฤษฎี มีแต่ศึกษาธรรมะขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามา กลัวว่าตัวเองจะไม่รู้ กลัวตัวเองจะไม่เป็นไง มันเลยไม่รู้มันเป็นจริงๆ นั่นแหละ ไม่รู้ไม่เป็นเพราะไม่เห็นพุทธะ ไม่เห็นหัวใจของตน
เห็นหัวใจของตนนะ เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านประพฤติปฏิบัติมาน่ะ สัปปายะ ความสงบระงับอันนั้นน่ะมันสำคัญ แล้วถ้าจิตใจมันเป็นธรรม มันไม่คลุกคลี มันไม่แสดงออกมาอย่างนั้น มันมีรั้วรอบขอบชิด อะไรควร อะไรไม่ควรไง
การทำงานๆ ใครมันจะแก่กล้าเข้มแข็งเท่าพระกรรมฐาน พระฉันมื้อเดียวทั้งนั้นน่ะ เวลามีเหตุความจำเป็นขึ้นมา ชีวิตทั้งชีวิตก็ทุ่มเท เพราะหัวใจเขายิ่งใหญ่
ถ้าการทำงาน การจะวัดกันแล้วนะ สิ่งที่การทำงาน ทำงานในทางโลก พระทำได้ดีกว่าหลายร้อยเท่า แต่นั้นมันงานเรื่องโลก มันเป็นสาธารณประโยชน์ มันประโยชน์สาธารณประโยชน์ของโลก มันไม่ใช่สารัตถะของบุคคล
ถ้าเป็นสารัตถะของบุคคลไง ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก แค่มีศรัทธาความเชื่อในพระพุทธศาสนา แล้วไม่เป็นธรรมตาขาว ไม่ขี้ขลาดตาขาว นั่งลงแล้วหายใจเข้านึกพุท หายใจออกนึกโธ เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาเอาความจริงขึ้นมาท่ามกลางหัวใจ ให้มันรู้ชัด รู้แจ้ง รู้จริง มันจะเห็นสัจจะความจริง แล้วพฤติกรรมมันจะไม่เป็นแบบโลกๆ เรื่องโลกามิส โลกามิสนั่นแหละมันกดถ่วง ทั้งๆ ที่ว่าจะเผยแผ่ธรรมๆ
การเผยแผ่ธรรมที่ยอดเยี่ยมที่สุดคือปฏิบัติให้เขาดู ไม่ต้องเทศน์ ไม่ต้องสอนทำให้เป็นตัวอย่าง แล้วมันเป็นตัวอย่างตามความเป็นจริงไง
โอ้โฮ! เทศนาว่าการ เทศน์สอนเขาเต็มที่เลย
ธรรมตาขาว เพราะไม่เคยรู้ไม่เคยเห็น ไม่รู้อะไรเป็นความจริง
“ก็มีสติ สมาธิ ปัญญา มรรค ๘ อริยสัจจะ” ปากเปียกปากแฉะ พฤติกรรมธรรมตาขาว ไร้สาระ
ถ้าเป็นความจริงๆ นะ กิเลสมันตาคม พอกิเลสมันตาคม มันปลิ้นมันปล้อน มันหลอกมันลวงเพราะอะไร
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเกิดเป็นเจ้าชายสิทธัตถะ เป็นพระโพธิสัตว์ ศึกษาเล่าเรียนกับเจ้าลัทธิต่างๆ มาร้อยแปดพันเก้า ไอ้คนโน้นก็ว่าดี ไอ้คนนี้ก็ว่าถูก ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลย
เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา บุพเพนิวาสานุสติญาณ จุตูปปาตญาณ อาสวักขยญาณ ตั้งแต่ปฐมยาม มัชฌิมยาม ปัจฉิมยาม เป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมาในวันนั้น
ในวันนั้นเพราะอะไร
เพราะอีลุ่ยฉุยแฉกมากับเจ้าลัทธิต่างๆ ๖ ปี แล้วมันไม่มีทางไปไง อดอาหารนะ จน ๔๙ วัน ขนหลุดหมดเลย กลั้นลมหายใจจะหากิเลส สลบไป ๓ ครั้ง สลบ สลบคือถ้าไม่ฟื้นก็ตาย ตายฟื้น ๓ รอบ เวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา อานาปานสติ สงบระงับขึ้นมา จิต เห็นไหม
นี่ไง ข้อวัตรปฏิบัติเป็นเครื่องอยู่ของใจ
ถ้าใจมันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา บุญบาปของใจมันพรั่งพรูออกมาไง บุพเพนิวาสานุสติญาณ ใจดวงนี้มันมาจากไหน มาจากพระเวสสันดรไป แล้วมันใช่หรือไม่ใช่ เพราะถ้าไปมันก็อดีตของเก่า ของเก่าจนมันมาเกิดนั่งอยู่นี่ไง
ดึงกลับ ดึงกลับ ทำสมาธิไง ถ้าจิตสงบไง ไม่ใช่ธรรมตาขาว เวลามันรู้ มันรู้ไปด้วยอะไร อดีตชาติมันรู้ไปอย่างไร เวลามีสติ น้อมดึงกลับมา พอดึงกลับมาอยู่ปัจจุบันไง พอมีสติปัญญา ปล่อย พอปล่อย มันไปจุตูปปาตญาณ ไปแล้ว
ถ้าไม่สิ้นกิเลสมันจะเป็นพระโพธิสัตว์ ได้ฌานสมาบัติ จิตระลึกอดีตชาติได้ อนาคตรู้เลยจะเกิดที่ไหน นี่มันไปของมันนะ ถ้าด้วยสติด้วยปัญญาไง ดึงกลับ เป็นสมาธิเป็นอย่างไร มันออกรู้ รู้อย่างไร เวลาดึงกลับมา ดึงกลับมาด้วยสติด้วยปัญญาอย่างใด ดึงกลับมา เวลาปัจฉิมยามไง อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ทำลายพญามาร นี่ด้วยอะไร เพราะอะไร
เพราะเวลาอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาด้วยมรรค ๘ บุพเพนิวาสานุสติญาณใช่มรรค ๘ ไหม เพราะอะไร เพราะงานมันไม่ชอบไง งานมันไปในอดีตไง งานมันส่งไปในอดีตจิตที่เคยทำมา งานย้อนไปอดีตแต่กาลไกลแต่โพ้นตั้งแต่อดีตชาตินู่นน่ะ จุตูปปาตญาณ งานในอนาคตไง จิตสงบแล้วจิตมีกำลัง อานาปานสติ มันรู้ว่าจิตจะไปเกิดอย่างไร รู้ไปหมด อนาคตน่ะ แล้วลัทธิศาสนาต่างๆ เขาทำอย่างมากก็ได้แค่นี้
เวลาดึงกลับมา เวลามันออกไปที่ผิดพลาด สติสัมปชัญญะน้อมกลับมาได้ ดึงกลับได้ นี่ไง เวลาเราฝึกหัดปฏิบัติไง เวลาจิตมันลง จิตมันเป็นอย่างไร เอ็งมีสติปัญญาดูแลรักษาหรือไม่ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบุพเพนุวาสานุสติญาณยังดึงกลับ จุตูปปาตญาณ อนาคตก็ดึงกลับ เวลาเป็นปัจจุบันไง
“ปฏิบัติธรรมต้องเป็นปัจจุบัน”
ปัจจุบันนี้มันขี้โม้ ปัจจุบันมันปัจจุบันที่อารมณ์ มันไม่ใช่สันทิฏฐิโก มันรู้จริงตามพื้นฐานไง
เวลาอาสวักขยญาณด้วยมรรค ๘ ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ มันชอบแล้ว งานชอบ
บุพเพนุวาสานุสติญาณ ญาณในอดีต จุตูปปาตญาณ ญาณในอนาคต ญาณในปัจจุบัน งานชอบ ชอบปัจจุบันไม่ใช่อดีตและไม่ใช่อนาคต เป็นปัจจุบันธรรม
เป็นปัจจุบันธรรมด้วยอะไร
ดำริชอบ งานชอบ เพียรชอบ ระลึกชอบ ความชอบธรรม เวลามรรค ธรรมจักร จักรมันเคลื่อน จักรมันหมุน นี่ทางสายกลางในพระพุทธศาสนาไง
เวลาทำลายอวิชชา อวิชชาคร่ำครวญเลยนะ มารคร่ำครวญตีโพยตีพายเลยล่ะ เวลาคอตก คอตกเพราะอะไร เพราะอาสวักขยญาณทำลาย ทำลายอวิชชา ขับดันออกจากจิตขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า คอตกนะ จนลูกสาวความโลภ ความโกรธ ความหลง ลูกสาวไง นางตัณหา นางราคา นางอรดีไง ลูกสาวของพญามาร
“พ่อๆ พ่อเป็นอะไร”
“เจ้าชายสิทธัตถะถีบออกมา พ้นจากมือเราไป”
“พ่อไม่ต้องเสียใจ เดี๋ยวพวกดิฉันไปจัดการเองค่ะ”
เวลาไปล่อไปลวง เห็นไหม
“นางตัณหา นางอรดี แม้แต่พ่อของเธอ อุบายวิธีการซับซ้อนกว่าเธอหลายเท่า เรายังทำลายลงทั้งสิ้น แล้วไอ้ลูกสาว ไอ้ที่จะมาล่อมาลวง มันจะเป็นไปได้อย่างไร”
นี่เวลาเป็นสัจจะเป็นความจริง เวลาน้อมกลับมา ดึงกลับด้วยสติด้วยปัญญา เขาทำของเขาอย่างไร ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริง ถ้าเป็นสัจจะเป็นความจริงมันไม่ใช่ธรรมตาขาว ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่เป็นอะไรสักอย่าง ขี้ขลาดตาขาว ไม่มีสิ่งใดเป็นจริงเป็นจัง ไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน
แล้วเวลาเอาจริงเอาจังขึ้นมา เวลาจะเข้าเผชิญหน้ากับกิเลสนะ ออเซาะฉอเลาะเลย กิเลสมันตาคมนะ มันรู้ ใครเอาจริง ใครไม่เอาจริง มันรู้ว่ามันเป็นมิจฉาหรือเป็นสัมมา
มัคโค ทางเอกทางสายกลางในพระพุทธศาสนา งานชอบ เพียรชอบ ความระลึกชอบ ความชอบธรรม
แต่ถ้ามันเป็นเรื่องธรรมตาขาว กิเลสมันตาคม มันสวมรอยเลย กิเลสบังเงา แสดงธรรมะ ธรรมะของกิเลสไง
ถ้าจะเอาจริงนะ เราทบทวนได้ สิ่งใดทำแล้วมันถลำไปหรือมันยังมาไม่ถึง ฝึกหัดให้มันเป็นความจริงขึ้นมา ทำใจของเราให้มันเป็นปัจจุบัน ให้เป็นสัจจะเป็นความจริง สุขอื่นใดเท่ากับจิตสงบไม่มี
เวลาจิตมันเป็นจริงๆ ขึ้นมา ศีลคือความปกติของใจ ใจมันปกติสุขแล้วมันไม่แลบไม่แฉลบไปออกนอกลู่นอกทาง แล้วมันแสวงหาแต่ความสัจจะความจริง
สัจจะความจริงเพราะอะไร
ย้ำคิดย้ำทำจนเป็นจริตเป็นนิสัยของเธอ
ในทางสังคมทางโลก เขาจะรู้จริตนิสัยว่าคนคนนี้เป็นอย่างไรก็ดูเพื่อนเขา ถ้ามันคบเพื่อนอย่างไรมันก็เป็นอย่างนั้นน่ะ
ไอ้นี่ก็เหมือนกัน พระกรรมฐานๆ ถ้าเอ็งเหลวแหลก เอ็งไม่มีสิ่งใดเป็นชิ้นเป็นอัน เอ็งจะเป็นกรรมฐานตรงไหน แล้วยังวางตัวนะ เป็นไก่ป่า เป็นผู้ทรงศีล แต่พฤติกรรมมันโลกๆ ทั้งนั้นน่ะ มันเอาความจริงมาจากไหน
ถ้าเอาความจริงๆ มันความจริง มันมาจากกิริยาจากภายนอกนั่นแหละ มันบอกไง มันบอกถึงพฤติกรรมของหัวใจว่าเป็นจริงหรือเป็นไม่จริง
ถ้ามันเป็นจริงๆ เราจริงจังของเรา แล้วทำความสงบของใจเข้ามา ถ้าใจสงบเข้ามา น้อมไปให้ยกขึ้นสู่วิปัสสนาให้เป็น ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็นได้ เวลาเราเห็นความจริงขึ้นมา อ๋อ! ปัจจัตตังนะ
เวลาปัญญาๆ สิ่งที่ว่าภาคปริยัติ ธรรมและวินัยขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าศึกษาเล่าเรียนมา สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา มันก็ชัดเจนของมันอยู่แล้วในธรรมและวินัยอันนั้น แต่เวลาธรรมตาขาวมันรู้อะไร
ไม่รู้ อารมณ์พุล่งพล่าน อารมณ์มันยั่วยวนอย่างนี้ “โอ้โฮ! ธรรมเกิด มันจะเป็นธรรมแล้ว” ไอ้ตาขาว ไม่เห็นมีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
เวลาศึกษามานะ สุตมยปัญญา เวลาฝึกหัดปฏิบัติมันจินตนาการไปทั้งนั้นน่ะ ถ้าเราทำความสงบของใจของเราได้ ถ้ามันน้อมไปเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม ถ้ามันเห็นแล้วมันมีผลทันที มันมีผลทันทีที่จิตมันสั่นหวั่น สิ่งที่มันรู้กิเลส เห็นกิเลส มันเข้าใจเรื่องกิเลสได้ มันสะเทือนหัวใจมาก เพราะอะไร เพราะเราไม่เคยเห็นหน้ามัน เราไม่เคยรู้จักมัน
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเวลากำจัดพญามารน่ะ มารมันคร่ำครวญ มารมันร้องไห้ เวลาลูกสาวของมารมันเห็น “พ่อเป็นอะไรๆ” มันเศร้ามันหมองไปทั้งครอบครัว
ไอ้นี่ของเรา เราจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เวลามันธรรมตาขาว มันจัดเป็นเหมือนผู้อำนวยการสร้าง อันนี้เป็นพระเอก อันนี้เป็นผู้ร้าย อันนี้เป็นธรรม อันนี้เป็นกิเลส นี่ไง เวลามันเป็นความเพ้อเจ้อของกิเลสมันพลิกแพลง แล้วตัวเองก็ถลำเข้าทางหมดเลย ไอ้พวกตาขาวน่ะ มันไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันน่ะ
แต่ถ้าเราทำความสงบของใจเข้ามา ใจสงบระงับของเราแล้ว เพราะอะไร เพราะเราไม่ต้องไปทำที่ไหน ถ้าเราเป็นพระกรรมฐาน เราเป็นธรรมทายาท เราเป็นธรรมทายาทของหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่น ท่านวางของของท่านไว้หมดแล้ว ถ้าเราฝึกหัดปฏิบัติตามเหตุการณ์อย่างนั้น ตามข้อวัตรปฏิบัติอย่างนั้น จิตมันต้องสงบเข้ามา
พอจิตสงบเข้ามา เราฝึกหัดปฏิบัติ สมถกรรมฐานจะยกขึ้นสู่วิปัสสนา ถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้เพราะมันเห็นสติปัฏฐาน ๔ เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง ถ้ามันเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง ถ้ามันเห็นกิเลส มันรู้กิเลส มันรู้ แล้วถ้ามันฝึกหัดได้ มันฝึกหัดได้คือฝึกหัดใช้ปัญญาไง
เยอะแยะไปนะ “ทำสมาธิแล้วปัญญาจะเกิดเอง”
มันจะเกิดที่ไหน ถ้าปัญญาจะเกิดเอง ฤๅษีชีไพรเป็นพระอรหันต์ไปหมดแล้ว เพราะฤๅษีชีไพรก็ทำสมาธิได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ อุทกดาบส อาฬารดาบสไง “เจ้าชายสิทธัตถะมีความชำนาญเหมือนเรา ทำได้เหมือนเรา เป็นศาสดาเหมือนเรา”
เจ้าชายสิทธัตถะไม่สนใจ ไม่เอา ไม่เอาเพราะอะไร
สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ นี้เป็นสมาธิไหม เป็นฌานไหม สมาบัติ ๖ ก็ฌาน ๖ ฌาน ๘ แล้วปัญญามันอยู่ไหน แล้วทำสมาธิแล้วปัญญาจะเกิดเอง ถ้าเกิดเอง เจ้าชายสิทธัตถะได้สมาบัติ ๘ ก็เป็นอรหันต์ไปแล้ว
แต่ท่านทิ้งเลย นั่นน่ะตัวร้าย ตัวร้าย เวลาคนภาวนาไปแล้วมันติด มันรู้มันเห็นเป็นผู้วิเศษไง กิเลสมันตาคมนะ ดูสิ คนอื่นเขาไม่รู้ เรารู้ ยอดเยี่ยม รู้วาระจิต รู้อดีตอนาคต รู้ได้ทุกอย่างเลย แล้วมันรู้ รู้ขึ้นมาด้วยฌาน ด้วยสมาบัติ ด้วยกำลังของจิต เจริญแล้วเสื่อม
แต่เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอาสวักขยญาณทำลายอวิชชา ทำลายมารที่จิตที่มันมีบวกและลบ ทำลายความบวกและลบนั้นทิ้งทั้งหมด
เทวฺเม ภิกฺขเว ทางสองส่วนที่ไม่ควรเสพ ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา เวลาอาสวักขยญาณทำลายอวิชชาแล้ว อนาคตังสญาณนั่นน่ะ กับไอ้สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ ไอ้อภิญญา กับอนาคตังสญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า อนาคตวงศ์นะ พระศรีอริยเมตไตยจะมาตรัสรู้ข้างหน้า อนาคตวงศ์เท่าไร
กับสมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ ถูกหรือผิดก็ยังย่ำอยู่กับที่ ยังล้มเหลวกันอยู่นั่น
อนาคตังสญาณ ๓ โลกธาตุ
นี่ไม่พูดนะ
ท่านบอก ถ้าไม่เป็นประโยชน์ ไม่พยากรณ์ คือไม่พูด สิ่งที่พูด สิ่งที่พูดนี้มีคนถามทั้งนั้น มีคนถามว่า พระพุทธเจ้าองค์ต่อไป จะโลก
ไอ้ที่ว่าพุทธพยากรณ์ โลกจะแตกๆ
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า โลกเป็นอจินไตย
อจินไตย รู้ได้อย่างไร แล้วโลกจะแตก อันไหนมันจะมาแตก แล้วอนาคตวงศ์ยังอีกมากมาย
ทางนี้ทางวิชาการก็วิพากษ์วิจารณ์ร้อยแปดพันเก้า
อาสวักขยญาณทำลายอวิชชา อนาคตังสญาณขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เวลาวิมุตติสุขแล้วไม่มีสิ่งใดที่เป็นสมมุติบัญญัติในหัวใจอันนั้น
มันเรื่องที่ว่า ได้สมาบัติ ๖ สมาบัติ ๘ ได้อภิญญา ได้รู้วาระ รู้ต่างๆ
นั่นน่ะตัวร้าย
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าถึงทาน ศีล ภาวนา สำหรับฆราวาส
นักปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา
เวลาศีล สมาธิ ปัญญา ถ้ามันเป็นสัจจะเป็นความจริงขึ้นมา ถ้าเรายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ ยกขึ้นสู่วิปัสสนาเป็นนะ
เวลาไอ้พวกธรรมตาขาวมันไม่กล้าทำสิ่งใดให้เป็นชิ้นเป็นอันเลย สมาธิก็ทำไม่เป็น แล้วก็ไม่รู้ว่าจิตสงบ จิตไม่สงบอย่างไร มันเป็นมิจฉาทั้งนั้นน่ะ ว่างๆ ว่างๆ อยู่อย่างนั้นน่ะ ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน เวลาเรื่องปัญญาก็สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา มันไม่เคยทำความสงบของใจได้ มันยกขึ้นสู่วิปัสสนาไม่เป็น มันไม่เคยเห็นภาวนามยปัญญาหรอก
ถ้ามันเห็นภาวนามยปัญญาตามความเป็นจริงขึ้นมา โดยข้อเท็จจริงในธรรมและวินัย คือในศาสดาอบรมบ่มเพาะสอนไว้หมดแล้ว แต่มันทำขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริงขึ้นมาไม่ได้
เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เวลาจิตมันสงบแล้วถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ มัน โอ้โฮ! ภาวนามยปัญญามันเป็นอย่างนี้เอง
นี่ไง “ทำสมาธิแล้วปัญญาจะเกิดเอง”
ปัญญาอะไร ปัญญาก็จินตนาการไง ปัญญาที่กิเลสตาคมนั่นน่ะ มันพลิกมันแพลง
แล้วถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนาได้ ถ้ามันเห็นกิเลสนะ เดี๋ยวกิเลสมันจะกระซิบๆๆ เลยล่ะ เวลากิเลสกระซิบ เชื่อมันอีก “สิ่งนี้เป็นธรรมๆ” ตอนนี้มันกระซิบนะ แล้วมันกระซิบนี่ โอ้โฮ! มันเชื่อนะ เวลามันกระซิบ “โอ้โฮ! เราทำเอง ปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก”
ไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอันน่ะ แค่จะขุดคุ้ยค้นคว้าหากิเลส
เวลาคนที่ภาวนาไม่ได้ ภาวนาไม่เป็น มันไม่ตลอดรอดฝั่งไง
มันต้น ท่ามกลาง ที่สุด
ต้น ต้นก็ฝึกหัดปฏิบัตินี่ไง ธรรมตาขาว เริ่มต้นก็ แหม! ขุนนางนะ พระกรรมฐาน ต้องมีคนล้อมหน้าล้อมหลัง ไปไหนต้องมีสาวกสาวกะ
ไร้สาระ นั่นแหละคนบ้า
แต่ถ้ามันเป็นจริงขึ้นมา เราจะเอาความจริงความจังของเราขึ้นมา ถ้าเอาความจริงความจังของเรา เราไม่ธรรมตาขาว ไม่ธรรมตาขาว เราทำสิ่งใดก็ได้ อะไรจะเกิดขึ้นกับใครก็ได้ เราก็เป็นมนุษย์คนหนึ่งไง ทำไมองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสรู้ธรรมไปแล้ว เวลาหลวงปู่เสาร์ หลวงปู่มั่นท่านก็ทำของท่านไป เวลาเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา นี่ไง บุรุษอาชาไนย ยอดเยี่ยม ไม่มีใครเทียม
หลวงตาพระมหาบัวท่านบอก ท่านอยู่กับหลวงปู่มั่น ไม่เคยเห็นใครทำได้อย่างนั้น
ไม่เคยเห็นใครทำได้อย่างนั้น เพราะท่านเป็นผู้อุปัฏฐาก ๘ ปี ผ้าผ่อนแพรพรรณท่านเป็นคนจับคนดูทั้งนั้นน่ะ แล้วภาวนามาสิ
“ทำสมาธิแล้วปัญญามันจะเกิดเอง”
สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ภาวนามยปัญญา จินตนาการทั้งนั้น แล้วเวลาจะฝึกหัดยกขึ้นสู่วิปัสสนา มันก็กระซิบๆ เลยนะ “ใช่แล้วล่ะ ธรรมะเป็นอย่างนี้ โอ้โฮ! มหัศจรรย์”
มหัศจรรย์ของคนอ่อนแอไง มหัศจรรย์มาจากธรรมตาขาวไง ขี้ขลาดตาขาวขนาดนั้นมหัศจรรย์ตรงไหน เวลากิเลสมันตาคมๆ มันครอบงำหมดเลย
เวลาฝึกหัดปฏิบัติ ทำความสงบของใจของตัวเองได้ ยกขึ้นสู่วิปัสสนาคือเห็นกิเลสเหมือนกัน แต่เวลาเห็นกิเลสขึ้นมา เวลามันใช้ปัญญาไป กิเลสมันจะกระซิบๆๆ แล้วล่ะ
แล้วกระซิบมาจากไหน
ก็กระซิบมาจากใจของตนนั่นน่ะ เพราะอะไร
หลวงปู่มั่นไง กิเลสมันอยู่ที่ฐีติจิต
เวลาเราเอะอะมะเทิ่ง อารมณ์รุนแรง
“เป็นกิเลสๆ อะไรก็เป็นกิเลส ทะเลาะเบาะแว้งเป็นกิเลส ฉ้อโกงเป็นกิเลส”
เวลาทำความสงบของใจขึ้นมา มันสว่างไสว มันผ่องใส นั่นล่ะอุปกิเลส กิเลสอย่างละเอียดไง กิเลสมันจะกระซิบๆๆ แล้วล่ะ โอ้! เห็นเขาฉ้อเขาโกง เห็นเขาทำลายทำร้ายกัน โอ๋ย! นั่นเป็นกิเลสๆ ใครก็เห็นว่ามันเป็นกิเลส
เราเป็นนักปฏิบัติธรรมตาขาว ไม่เคยทดสอบ ไม่เคยรู้สิ่งใดเลย พอมันว่างมันสว่างขึ้นมาน่ะ อู๋! มันกระซิบขึ้นมา โอ๋! เชื่อมันหมดเลย
อุปกิเลส ก็อยู่ในธรรมและวินัยไง อยู่ในศาสดาไง พระไตรปิฎกไง อุปกิเลส ๑๖ ว่างๆ นั่นน่ะ อุปกิเลสทั้งนั้นน่ะ ความว่างเป็นกิเลส ว่างนะ นั่นกิเลสอันหนึ่ง เวลามันกระซิบๆ ล้มหมดเลย
โอ้! อุตส่าห์มีศรัทธาความเชื่อ อุตส่าห์จะฝึกหัดปฏิบัติ อุตส่าห์การกระทำของเราขึ้นมา มีความอุตสาหะมีการกระทำทั้งสิ้น แต่กิเลสมันไม่ปล่อยใครให้รอดจากมือมันไปได้ทั้งนั้นน่ะ
ฉะนั้น เวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราต้องมีสติมีปัญญา มีสติมีปัญญาแล้วมันสติปัญญาของเราเอง สติปัญญาของเราเองมันควบคุมดูแลหัวใจของเรานี้
เอาสติเอาปัญญามาจากไหน นั่นเป็นความจำทั้งนั้น เทียบเคียงไอ้นั่น เทียบเคียงไอ้นี่ เวลาเทียบเคียง เวลาปฏิบัติแล้วมันจริงมันเท็จ เรามาพิสูจน์กัน
ทำไมครูบาอาจารย์ของเราบุคคล ๔ คู่ แล้วของเราปฏิบัติมันมีคู่ไหนบ้างวะ มันมีเห็นอะไรบ้าง เห็นแต่กิเลสมันลอยชาย ตัวเองก้มกราบมันอีกต่างหาก เพราะมันตาคม มันน่ากลัว มันครอบงำเราได้ เอ็งยอมจำนนหมดเลยเหรอวะ
แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติ เราเกิดเป็นมนุษย์พบพระพุทธศาสนา มาบวชเป็นพระ เป็นพระเป็นสมมุติสงฆ์ สมมุติสงฆ์ขึ้นมา ถ้ามีอำนาจวาสนา เราจะประพฤติปฏิบัติของเราขึ้นมา
ถ้าเราประพฤติปฏิบัติขึ้นมา ถ้าจิตมันสงบระงับเข้ามา พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน มันผู้รู้แล้วนะ มันตื่นขึ้นมาแล้วนะ ถ้ามันตื่นขึ้นมา ถ้ามันทำเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันจะไปลอยชายมาจากไหน
ถ้ามันไม่จริงไม่จังขึ้นมามันก็ลอยชาย มันเป็นธรรมตาขาว มันเป็นธรรมขี้ขลาด แล้วก็ไหลตามกิเลสมันไป น่าอาย มันไม่มีอะไรเป็นชิ้นเป็นอัน
แต่ถ้าเป็นชิ้นเป็นอัน มันมีหลักเกณฑ์ แล้วมันมีอุดมการณ์ มันเห็นไง หลักยึด ถ้ามีหลักยึดของเราเป็นเครื่องอยู่ของใจ ผูกมัดใจของเราไว้ไม่ให้ใจเราเร่ร่อนไปเรื่องร้อยแปดพันเก้า
โลกามิสทั้งนั้น ส่งออกไปน่ะ ฟืนไฟทั้งนั้น เวลาพูดว่าปฏิบัติ พระกรรมฐาน แต่หัวใจของมึงอยู่ไหน มึงไปหมดแล้ว นี่ไง มันไม่มีหลักยึด
ถ้ามันมีหลักยึด มันมีหลักของมัน ถ้ามันมีหลักยึด โค ถ้าผูกมันไว้ มันก็อยู่ก็กินของมันอยู่ที่เชือกที่คุ้มครองดูแล
ปล่อยปละละเลย แล้วยังคุยอีกนะ นั่นน่ะไอ้พวกขี้ขลาด
ถ้าพวกเป็นความจริง นี่เขาผูกไว้เลย โคผูกไว้ ใจผูกไว้ ผูกไว้กับข้อวัตรปฏิบัติถ้าทำไม่เป็น ถ้าทำเป็น ข้อวัตรปฏิบัติมันก็เป็นหน้าที่ แต่ใจของเรามันสงบระงับอยู่แล้ว จะมีข้อวัตรปฏิบัติหรือไม่มีข้อวัตรปฏิบัติ ใจก็คือใจ ข้อวัตรปฏิบัติไม่ใช่ใจ ใจก็ไม่ใช่ข้อวัตรปฏิบัติ
แต่ใจไอ้พวกตาขาวมันต้องมีข้อวัตรปฏิบัติผูกไว้ ผูกไว้เป็นเครื่องอยู่ก่อน แล้วถ้าผูกไว้ ถ้ามันสงบระงับเข้ามามันมหัศจรรย์ พอมหัศจรรย์ขึ้นมานะ อย่าให้มันกระซิบๆๆ
กิเลสมันเอามึงทุกลูก มันอยู่ที่ฐีติจิต มันอยู่ที่ใจดวงนั้นแหละ แล้วใจดวงนั้นไม่ประพฤติปฏิบัติ ใจดวงนั้นไม่ฝึกหัดปฏิบัติ ใจดวงนั้นไม่เข้ามาสู่ใจของตน มันเป็นเรื่องโลกามิส เป็นเรื่องโลกทั้งสิ้น เป็นเรื่องโลก
เวลาประพฤติปฏิบัติ เราก็ปฏิบัติมาจากโลกนี่แหละ เราก็ปฏิบัติมาจากเรา เราไม่ได้ปฏิบัติมาจากสวรรค์ชั้นฟ้าจากไหนหรอก
สวรรค์ชั้นฟ้ามันอยู่ที่ว่า จิตนี้เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะเขาไปเกิดเป็นเทวดา เป็นอินทร์ เป็นพรหม เขาก็อยู่ในสถานะของเขา
ไอ้เรามาเกิดเป็นมนุษย์ เราเป็นมนุษย์อยู่ในปัจจุบันนี้ แล้วเรามาบวชเป็นพระ เป็นนักประพฤติปฏิบัติ เราจะประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราจะประพฤติปฏิบัติด้วยจิตตภาวนา ความเป็นจิตตภาวนา นี่ตบะธรรม ตบะธรรมมันจะเกิดขึ้นต่อเมื่อจิตมันสงบระงับ จิตมันเป็นเอกเทศ แล้วถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนา มันจะเข้าสู่พระพุทธศาสนา
พระพุทธศาสนาสอนแนวทางปฏิบัติในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ในแนวทางสติปัฏฐาน ๔ ถ้าจิตสงบระงับๆ จิตมีศีล อธิศีลคือปกติ ไม่มีกิเลสเจือปนมา
โดยธรรมชาติเราก็มีความรู้สึกนึกคิด เราก็คิดได้ คิดธรรมะเราก็คิดได้ ถ้าคิดได้ด้วยสติด้วยปัญญามันก็เป็นปัญญาอบรมสมาธิ เพราะมันเป็นปัญญาโลกๆ มันเป็นปัญญาสามัญสำนึก
ถ้าเราทำความสงบของใจเราเข้ามา ทำความสงบของใจเราเข้ามา ถ้าใจมันสงบระงับ เห็นไหม จิตตภาวนา ตบะธรรม ถ้ามันจะแผดเผา ถ้าจะแผดเผากิเลสไง มันจะต้องรู้จัก เห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรมตามความเป็นจริง
ถ้าใครเห็นกายโดยตามความเป็นจริง พอเห็นกาย โอ้โฮ! มันจะมีความสุข
มันมีคนถามมามากมาย “เห็นกายอย่างนั้น แหม! มันเป็นอย่างนี้ๆ”
ก็เห็นไง เห็นกายคือเห็นกิเลส แต่เขาเห็นกาย แต่เขายังไม่เข้าใจเรื่องกิเลสไง เพราะการเห็นกาย เห็นเวทนา เห็นจิต เห็นธรรม เพราะกิเลสนะ กิเลสตาคม กิเลสเป็นนามธรรม กิเลสอยู่ที่ฐีติจิต จะคิดจะนึกสิ่งใด สมุทัยคือกิเลสมันเจือปนกับความรู้สึกนึกคิดของเรามาทั้งหมดทั้งสิ้น ถ้าทำความสงบของใจเป็นอิสระ นั้นแหละกิเลสสงบตัวลง
เวลาถ้ายกขึ้นสู่วิปัสสนา ถ้ามันเป็นปัญญา ถ้ามันเป็นภาวนามยปัญญา เห็นไหม เพราะอะไร
เพราะสมุทัยมันสงบตัวลง เพราะกิเลสมันสงบตัวลง สงบตัวลง เราจะมีโอกาสได้ใช้ปัญญาชั่วครั้งชั่วคราว
พอสมาธิมันเสื่อมลง สมาธิมันเบาลง กิเลสมันก็เฟื่องฟูขึ้น เวลากิเลสมันเฟื่องฟูขึ้น เวลาเราทำสิ่งใด กิเลสก็เจือปนมา
กิเลสคือสมุทัย สมุทัยคือเจือปนมากับความรู้สึกนึกคิด
ถ้าเป็นทางธรรม เป็นธรรมและวินัย เป็นอนุสัย อนุสัยมันนอนเนื่่องมากับใจ กิเลสมันอยู่ที่ฐีติจิต
ความคิดไม่ใช่จิต จิตไม่ใช่ความคิด แต่มันเสวยอารมณ์ มันเสวยสติปัฏฐาน ๔ มันเสวยกาย เสวยเวทนา เสวยจิต เสวยธรรม มันเสวยมันถึงมีกาย ถึงมีเวทนา ถึงมีจิต ถึงมีธรรม
แล้วถ้าตัวผู้รู้ล่ะ
ถ้ามันเป็นความจริงขึ้นมาไง ถ้าฝึกหัด ถ้ามันมีภาวนามยปัญญา ถ้ามันรู้กิเลส มันเห็นกิเลส ถ้ามันรู้จักแล้วมันพิจารณาได้ นี่ถ้ามันเป็นภาวนามยปัญญาไง ปัญญาเกิดจากการฝึกหัด ปัญญาเกิดจากปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เกิดจากจิตดวงนั้น เกิดจากตบะธรรม เกิดจากตบะ เกิดจากการแผดเผาด้วยสติด้วยปัญญา ด้วยมัคโคทางอันเอก ด้วยสัจจะด้วยความจริง ด้วยการฝึกหัดประพฤติปฏิบัติไง ถ้ามันเป็นความจริงๆ ความจริงมันเกิดขึ้นมา เราจะรู้ได้ทันทีเลย นี่นักปฏิบัติถ้าเป็นนักปฏิบัติจริงนะ
สุตมยปัญญา เราเห็นได้มันมีการศึกษา เด็กๆ ศึกษาจากทางโลกหรือทางธรรม นี่สุตมยปัญญา จินตมยปัญญา ถ้าเป็นทางโลกก็นักวิทยาศาสตร์ เขาวิเคราะห์วิจัยอะไรของเขา นั่นจินตนาการ มันยังไม่สำเร็จเป็นผลงาน นั่นน่ะจินตนาการ จนกว่ามันจะเป็นผลงานของมันขึ้นมาบ้างได้
ถ้าเป็นนักปฏิบัติ เวลาจิตมันสงบแล้วจินตนาการ โอ้โฮ! มันยิ่งกว่านักวิทยาศาสตร์หลายร้อยเท่า
นักวิทยาศาสตร์เขายังมีหลัก มีโครงการของเขา เขามีการวิจัย วิจัยเรื่องอะไร
ไอ้ชำระกิเลส โอ้โฮ! มันโครงการ ๓ โลกธาตุ จิตนี้เคยเกิดเป็นพรหม เคยเกิดเป็นเทวดา เคยเกิดเป็นมนุษย์ เคยเกิดเป็นสัตว์ เคยเกิดมาทั้งสิ้น ถ้าเกิดมาแล้วมันมีข้อมูลในใจทั้งสิ้น เวลาจิตสงบแล้วถ้ามันทะลุทะลวงขึ้นไป ถ้ามันเอาสิ่งใดมาปลิ้นมาปล้อน เชื่อมันทั้งสิ้น
กิเลสมันตาคม แล้วจะฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เวลาฝึกหัดใช้ปัญญา กระซิบๆๆ “มันเป็นธรรมอย่างนั้น มันเป็นธรรมอย่างนี้” นี่ถ้าไม่มีครูมีอาจารย์
ถ้ามีครูมีอาจารย์นะ สิ่งที่ว่าทำความสงบของใจก็ทำไม่ได้ พอทำความสงบของใจแล้วจะยกขึ้นสู่วิปัสสนา จิตสงบแล้วมันจะเกิดปัญญาเองๆ อีกร้อยชาติ
เพราะสิ่งที่มันจะเป็นปัญญาขึ้นมามันต้องเป็นภาวนามยปัญญา มันเป็นปัญญาตามข้อเท็จจริง ไม่ใช่เป็นปัญญาความจำ ไม่ใช่เป็นปัญญาที่ศึกษาค้นคว้า ไม่ใช่เป็นปัญญาจากเจ้าลัทธิใดๆ ทั้งสิ้น
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าไง “เราเป็นผู้ชี้ทางเท่านั้น เธอต่างหากเป็นผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ”
เพราะถ้ามันจะเป็นภาวนามยปัญญา มันต้องเป็นปัญญาของจิตดวงนั้น มันต้องเป็นภาวนามยปัญญาของเธอ เธอต่างหากจะเป็นผู้ที่แทงทะลุกิเลสตัณหาความทะยานอยาก แล้วเธอต่างหากต้องบอกเราว่าทำอย่างไร
แต่องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าอนาคตังสญาณรู้หมด”
แต่ที่บอกว่า “องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการ ก็องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็เอาปัญญายัดเข้ามาในใจของกระผมสิ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าก็ทำให้เกล้ากระผมเป็นพระอรหันต์ขึ้นมาสิ”
เวลาองค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการธัมมจักฯ พระอัญญาโกณฑัญญะมีดวงตาเห็นธรรม อีก ๔ องค์ไม่ได้
องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเทศนาว่าการปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ทำไมไม่ให้ปัญจวัคคีย์ทั้ง ๕ ได้เสมอกัน เพราะอะไร เพราะ “เราเป็นผู้ชี้ทางเท่านั้น เธอต่างหากเป็นผู้ที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริง”
พระอัญญาโกณฑัญญะทำได้จริง พระอัญญาโกณฑัญญะเป็นพระโสดาบันไง เป็นสงฆ์องค์แรกของโลกไง
นี่ก็เหมือนกัน ในการประพฤติปฏิบัติขึ้นมา เราฟังธรรม เคารพบูชานะ
เวลากรรมฐานเขาบอกว่า กรรมฐานไม่ฟังใครเลย
ฟัง ฟังเยอะด้วย แต่ถ้าเป็นความจริงมันต้องเป็นความจริงของเราไง มันต้องเป็นความจริงของจิตดวงนั้น จิตดวงนั้นไม่มีมรรค จิตดวงนั้นจะมีผลได้อย่างไร
ฟังมาทั้งนั้นน่ะ ฟังแล้ววางไว้ มันเป็นเรื่องของเขา ใครจะดีใครจะชั่วมันเรื่องของเขา ใครจะเชิดชูบูชา ใครจะติดโลกามิส ใครจะเป็นโมฆบุรุษตายเพราะลาภ ตายเพราะชื่อเสียงกิตติศัพท์กิตติคุณ อยากได้อยากดี มันเป็นธรรมกันตรงนั้นหรือ โลกธรรม ๘ นั่นน่ะ
แต่ความจริงที่เราหากันอยู่นี่ไง ทางสายกลางในพระพุทธศาสนา ทางของพระพุทธเจ้า ทางสายกลางของพระกรรมฐาน ถ้ามันเป็นสัจจะมันเป็นความจริง มันต้องฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมาให้มันเป็นข้อเท็จจริงในใจของตน
เวลามันฝึกหัดขึ้นมาเป็นข้อเท็จจริงในใจของตน เห็นไหม แค่จิตสงบ แค่เป็นสัมมาสมาธิมันก็มหัศจรรย์แล้ว เพราะอะไร
เพราะสิ่งที่ทำมาๆ สมาธิยังทำกันไม่เป็น ทำกันไม่ได้ มันก็อยู่นอกนู่น อยู่ห่างไกล
แต่เวลามันเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา มันเป็นจริงเป็นจัง เพราะถ้ามันทำสมาธิได้มันก็เห็นใจของตน มันก็เห็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน
แล้วถ้าพุทธะมันเบิกบานขึ้นมา เหมือนคนนอนหลับ คนหลับใหล คนขี้ขลาด คนตาขาว มันไม่สนใจสิ่งใดไง แล้วมันลืมตาขึ้นมา มันมหัศจรรย์ไหม
คนหลับใหล คนเพ้อเจ้อ คนเพ้อฝัน เวลามันรู้สึกตัวขึ้นมา โอ้! พุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น แต่มันเบิกบานหรือยัง มันไม่เบิกบานเพราะอะไร เพราะไม่ชำนาญในวสี ไม่ชำนาญในวสีคือรักษาความสงบนี้ไว้ไม่ได้
เพราะอะไร
สมาธิไม่ใช่จิต จิตก็ไม่ใช่สมาธิ จิตฝึกหัดทำสมาธิ สมาธิกับจิตเกิดขึ้น
สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา สมาธิก็เป็นอนัตตา สมาธิจะไม่คงตัว คงที่ตายตัวตลอดไปไม่มี เพราะอารมณ์ความรู้สึกของคน
สมาธิมันเป็นสัจจะเป็นความจริงเกิดขึ้นจากการฝึกหัด มันก็อยู่โดยกำลังของจิต โดยกำลังโดยที่ว่าพุทโธเยอะ พุทโธมากก็สมาธิยาว พุทโธสั้นพุทโธน้อยก็สมาธิจิ่มๆ
สมาธิอยู่ที่กำลัง อยู่ที่บริกรรม อยู่ที่มันทำได้มากน้อยขนาดไหน แล้วถ้าทำได้มากน้อยขนาดไหนแล้วยังรู้ถึงการกระทำที่ถูกต้องชอบธรรม ถ้ารู้ถึงวิธีการทำถูกต้องชอบธรรมแล้วชำนาญในวสี การเข้าและการออก สมาธิมันจะเสื่อมไปไหน
สมาธิเสื่อมนี่มันเรื่องธรรมดา แต่คนฝึกหัดมันต้องมีชำนาญในวสี รักษาสมาธิเป็นพื้นฐานเป็นบาทฐาน เพราะถ้ามันยกขึ้นสู่วิปัสสนา สมาธินี้จะเป็นต้นทุน สมาธิมันจะแบ่งโลกียะกับโลกุตตระ
ถ้าสมาธิเสื่อมมันเป็นโลกียะ คือคิดเอาทั้งนั้น เป็นสัญญาทั้งสิ้น ถ้าสมาธิเสื่อม
ถ้าสมาธิฟื้นกลับมา เวลาเกิดภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากสัมมาสมาธิจะเป็นภาวนามยปัญญา ปัญญาในธรรมของจิตดวงนั้นที่ฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา
จิตดวงนั้นเกิดภาวนามยปัญญา แล้วซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำทดสอบของตนอยู่ตลอดเวลา เพราะถ้ามันรู้ชัดรู้จริงของมัน มันก็ปล่อย การปล่อยนั้นเป็นของชั่วคราวๆ มันยังอยู่ใน สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา มันยังอยู่ของชั่วคราว ไม่มีใครเป็นเจ้าของ
แล้วฝึกหัดปฏิบัติ มันจะกระซิบ มันจะกระซาบ มันจะจูงขา มันจะรั้งขา มันจะจูงมือ รั้งขา มันจะพลิกมันจะแพลงอย่างไร เออ! กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เราสร้างเวรสร้างกรรมมาอย่างนี้ เราก็ต้องมีสติสัมปชัญญะไม่ทุกข์ใจ ไม่ร้อนใจ ไม่กังวลใจ ไม่ตีโพยตีพาย
ตีโพยตีพายไม่เกิดประโยชน์กับใครทั้งสิ้น เพราะสิ่งนี้เราทำมา กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา กิเลสของแต่ละบุคคลหยาบหนาแตกต่างกัน การกระทำเวรทำกรรมของสัตว์โลกเหมือนกันไม่มี จะนุ่มนวลอ่อนหวาน กระด้างกระเดื่องเข้มแข็งอย่างใดก็แล้วแต่ อยู่ที่เขาทำมา มันถึงเป็นจริตเป็นนิสัยไง
ฉะนั้น เราทำสิ่งใดมันยังไม่สมความปรารถนา ไม่เป็นสัจจะความจริง เราก็พยายามทำ เพราะเราทำขึ้นมาได้ระดับที่ว่าเราทรงตัวได้แล้ว เรารู้จักถูกจักผิดแล้ว แต่เรายังสรุปไม่ได้
ถ้าซ้ำแล้วซ้ำเล่าๆ เวลานิโรธ ดับทุกข์ ขณะ ขณะที่เกิดขึ้น เพราะเกิดขึ้นก็เกิดนิโรธ เพราะขณะ เพราะการดับ สิ่งใดสิ่งหนึ่งเกิดขึ้นเป็นธรรมดา สิ่งทั้งหลายทั้งปวงต้องดับ แต่มันต้องดับด้วยสติด้วยปัญญา มันมีกิจจญาณ มีสัจจญาณ
ไม่มีวงรอบกิจ ๑๒ องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจะไม่ยอมรับว่าสิ่งนั้นเป็นความจริง
เวลาถ้ามันนิโรธ งานการกระทำนั้นมันสมบูรณ์แบบ ขณะ นิโรธ ดับทุกข์ อันนี้พ้นจาก สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา
สพฺเพ ธมฺมา อนตฺตา คือการกระทำต่อเนื่อง แล้วขณะที่มันแปรสภาพนั้นคืออนัตตา เป็นพระไตรลักษณะ
จิตที่ฝึกหัด องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าบอกว่า เธอต้องฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาให้เป็นข้อเท็จจริง แล้วเธอต่างหากต้องเป็นคนบอกว่ามันขณะเกิดอย่างไร มันพิจารณาอย่างไร แล้วมันขาด สมุจเฉทปหาน นิโรธ ดับ ดับทุกข์ เป็นอกุปปธรรม คงที่ ตายตัว ไม่มีเสื่อม
เวลาชำนาญในวสีๆ เราต้องชำนาญในวสีเพื่อรักษาสัมมาสมาธิ เพราะอะไร เพราะมันเป็นพื้นฐาน มันเป็นกำลังที่จะต้องการกระทำของเราต่อเนื่องไป
ปัญญาเราก็ฝึกหัด ฝึกหัดของเราเพื่อให้มันละเอียดรอบคอบ ให้มันเท่าทันกับพญามาร ให้มันเท่าทันกับลูกหลานของมารเท่านั้นนะ สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส แต่ลูกหลานของมัน มันก็พลิกมันก็แพลง มันก็ปลิ้นมันก็ปล้อน มันก็หลอกก็ลวง
เวลาจะปฏิบัติ ถ้าเราพลั้งเผลอ มันตาคม มันคอยปลิ้นคอยปล้อน แต่เวลามันเข้าด้ายเข้าเข็ม เวลามันใช้ภาวนามยปัญญา ถ้ามันตทังคปหาน มันชั่วครั้งชั่วคราว มันจะกระซิบๆ “ใช่ๆ เออ! ขาดแล้ว เออ! เออ! เออ! เป็นธรรมๆ”
ไม่มี นั่นล่ะกิเลสทั้งนั้นน่ะ
เวลาครูบาอาจารย์ที่ฝึกหัดประพฤติปฏิบัติ เวลากิเลสมันกระซิบๆ แล้วเวลาถ้ากิเลสมันตาคม ครูบาอาจารย์ท่านต้องผ่านอย่างนี้มาทั้งนั้น ท่านถึงบอกว่ากิเลสนี้น่ากลัวนัก กิเลสนี้ร้ายนัก
แล้วกว่าจะเข้าไปเผชิญหน้ากับมันได้ ความว่าจะเข้าไปเผชิญหน้ากับมันได้ ต้องฝึกหัดปฏิบัติจนจิตสงบระงับเป็นสมถกรรมฐาน ฐานที่ตั้งแห่งจิตตภาวนา จิตจะเกิดตบะ เกิดมรรค เกิดการแผดเผา เกิดการกระทำในหัวใจของตน มันมหัศจรรย์ๆ
เพราะอะไร
เพราะปริยัติ ปฏิบัติ
ปฏิบัติรู้ทุกอย่าง ปริยัติรู้ทุกอย่าง ปริยัติเข้าใจทุกอย่าง ธรรมวินัยนี้พูดได้หมด เข้าใจได้ทุกเรื่อง แต่ทำไม่เป็น
แต่ปฏิบัติล้มลุกคลุกคลานมีการกระทำขนาดไหน มันปฏิบัติไปแล้วนะ กลับไปเทียบเคียงพระไตรปิฎก มันซึ้งใจมากๆ แล้วให้บอกไง ถ้าเวลาฝึกหัดประพฤติปฏิบัติขึ้นมาเป็นปัจจัตตัง สันทิฏฐิโก เวลาขณะ
เวลาหลวงตา ครูบาอาจารย์บอกว่า มันมีขณะหรือไม่มีขณะ แล้วขณะมันผิดพลาด ขณะมันไม่สมบูรณ์แบบอย่างไร ท่านก็คอยแนะ คอยสอน คอยให้อุบาย
ครูบาอาจารย์ท่านจะให้อุบาย คอยคุ้มครอง คอยดูแล เพราะอะไร
ปุถุชน กัลยาณชน ปุถุชนเขาสนใจเรื่องอะไรบ้าง เขาไม่สนใจ เขาบอกไอ้นี่เป็นงานสูญเปล่า เดินไปเดินมา
ครูบาอาจารย์เดินจงกรมรอบโลกหลายรอบนะ
เดินไปเดินมา เดินไปเดินมา เดินไปเดินมา
เฮ้ย! ตังค์หายหรือ หาเศษตังค์หรือ
ไม่ใช่ โอ้โฮ! มันเข้าด้ายเข้าเข็มนะ โอ้โฮ! มันพุ่งเลยล่ะ พุ่งเลยล่ะ
หลวงปู่เจี๊ยะเดินจงกรมเหมือนจะเหาะ เหมือนจะเหาะ แต่ไม่เหาะ มันเดินเหมือนจะเหาะจะเหินเดินฟ้า มันเบาไปหมดเลย ปัญญามันหมุนติ้วๆ ในทางจงกรม
เวลาครูบาอาจารย์ที่ท่านปฏิบัติไง มันถึงเห็นคุณค่า
ไอ้โลกมันจะติมันจะเตียน มันจะเสียดสีขนาดไหน นั่นมันเรื่องของเขา
แต่ไอ้ผู้ที่ประพฤติปฏิบัติ ถ้าครูบาอาจารย์ที่เป็นธรรมๆ นี่แหละยอดคน
เธอต่างหากที่จะพ้นจากทุกข์ ไอ้โลกทั้งโลก ๗,๐๐๐ ล้านคนมันทำอะไรกัน นั่นมันเรื่องของเขา แล้วมาวงการพระไง ถ้าพระมันเห่อเหิมทะเยอทะยานก็เรื่องของเขา
บวชเป็นพระ สมมุติสงฆ์ ทำคุณงามความดี นี่ไง คณะสงฆ์ ได้สืบทอดพระพุทธศาสนา
ทำชั่วๆ เจ้าหน้าที่ทำผิดโทษสองเท่า บาปกรรมที่ได้สร้างเวรสร้างกรรมขึ้นมามันจะติดใจดวงนั้นไป กุสลา ธมฺมา อกุสลา ธมฺมา เขาเป็นคนทำทั้งสิ้น
แล้วเราฝึกหัดปฏิบัติขึ้นมา เราก็ทำคุณงามความดีทั้งสิ้น แล้วคุณงามความดีที่เราทำขึ้นมา ถ้ามันผิดพลาดมันก็อยู่ที่อำนาจวาสนาของคน ถ้ามันทำถูกต้องชอบธรรมขึ้นมา แล้วเราทำแล้วธรรมและวินัย ไม่ใช่ธรรมตาขาว
แล้วปฏิบัติแล้วกิเลสมันตาคม มันพลิกแพลงตลอด แล้วเวลาฝึกหัดปฏิบัติไปมันกระซิบๆ นี่แหละ
ไอ้กระซิบๆ เอ็งเชื่อได้หรือ เอ็งเชื่อใช่ไหม เวียนว่ายตายเกิดในวัฏฏะกี่ภพกี่ชาติ ยังจะไปต่อไปอีกใช่ไหม มีโอกาสแล้ว เกิดมาเป็นมนุษย์ เกิดมาพบพระพุทธศาสนา ได้บวชเป็นพระเป็นนักปฏิบัติ โอกาสร้อยเปอร์เซ็นต์เลย ให้กิเลสตาคมมันพลิกมันแพลงเอาไปกินหมดเลย แล้วเวลาภาวนาไปให้มันกระซิบๆ
กระซิบ ไปเชื่อมันทำไม ตรวจสอบได้ ตรวจสอบใจของเรานี่แหละ ถ้ามันเป็นจริงเป็นจังนะ ครูบาอาจารย์เราเยอะแยะ ถ้ามีสิ่งใดผิดพลาดนะ ตรวจสอบเลย ถ้าผิด นั่งสมาธิมันไม่ลง ถ้าเวลามันพิสูจน์กัน นั่งสมาธิลงหมดเลย จบ ความผิดพลาดไม่มี
ชำนาญในวสี โดยธรรมชาติ โดยทั่วไป การฝึกหัดปฏิบัติ ความเพียรไง ความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ ลงทุนลงแรงเหนื่อยนัก เรารู้ เราเข้าใจ เราปฏิบัติมาเยอะ ฉะนั้น ความเพียร ความวิริยะ ความอุตสาหะ มันบีบคั้น บีบคั้นขนาดไหนมันก็หนทางของเราไง เราฝึกหัด เราปฏิบัติ เราจะเอาความจริงของเรา เราไม่ใช่ธรรมตาขาว เอวัง